[Fic KHR D18] HBD. Hibari Kyoya 05/05/2013

posted on 05 May 2013 22:12 by yugasan
 
 
Fic khr - d18
 
rate - pg
 
ปล.18
 
- อย่าไปหวังอะไรกับฟิคนี้มากเลยค่ะ (ฮา)
 
-ฟิคเรื่องนี้มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหารายละเอียดบางส่วนตามความเหมาะสม หากมีข้อผิดพลาดประการใดเรื่องพิธีการ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยจริงๆนะคะ
 
- เพื่อฟิลลิ่งที่ดี(?) ฟังเพลงหวานๆประกอบไปด้วยก็ดีนะคะ=w= (เเนะนำ เพียงเเค่ใจเรารักกัน 55+)
 
- กรุณาเตรียมไบก้อนให้พร้อม //ข้อนี้มาทำไม...
 
 
 
+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+::+
 
 
 
 
 

“รุ่นที่สิบครับ  ใกล้จะถึงเวลาแล้วสินะครับ”

 

เสียงหวานของผู้พิทักษ์วายุแห่งวองโกเล่แฟมิลี่ นาม โกคุเดระ ฮายาโตะ เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ติดจะหงุดหงิดอยู่บ้างเล็กๆ  คิ้วเรียวสวยมุ่นลงเช่นเดียวกับริมฝีปากสีชมพูระเรื่อที่ยังคงบ่นงึมงำงึมงำอยู่ในลำคอเบาๆ จนผู้ที่อยู่ในบทสนทนาด้วยนั้นได้แต่หัวเราะเฝื่อนๆ

...มันช่วยไม่ได้นี่นะ...อย่างไรเสีย เมื่อราวๆสิบปีก่อน  ผู้พิทักษ์วายุของวองโกเล่เองก็ไม่ได้ญาติดีอะไรกับผู้ที่กำลังจะมาถึงสถานที่นี้ในอีกไม่ช้าสักเท่าไหร่นัก...ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เท่าคู่อริตลอดกาลที่ในอีกไม่ช้าจะมาถึงที่นี้เช่นกันก็ตาม...

“อื้ม...”

ซาวาดะ สึนะโยชิ เอ่ยตอบรับในลำคอ นัยน์ตาคู่คมสีน้ำตาลไหม้จ้องมองไปยังสถานที่เบื้องหน้า  ริมฝีปากได้รูปคลี่ยิ้มออกมานิดๆ  

“ฮะ ฮะ ฮายาโตะ  อย่าทำหน้างอแบบนั้นสิ”

เสียงของผู้พิทักษ์พิรุณเอ่ยขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาโอบไปที่ไหล่เล็กๆบางๆจากทางด้านหลังของผู้พิทักษ์แห่งวายุอย่างสนิทสนม   ใบหน้าคมที่มีแผลเป็นที่ปลายคาง ซุกลงไปที่ซอกคอขาวๆของร่างที่เล็กกว่าพอสมควร  จนคนที่โดนลวนลามโดยที่ไม่ทันได้ระมัดระวังตัวเอง ได้แต่ทำหน้างอง้ำ เพราะตัวเองพลาดท่าเสียทีเข้าให้แล้ว    พร้อมกันนั้น  แขนแกร่งๆของร่างสูงเองก็พาดลงไปที่ไหล่ของผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและบอสเช่นกัน

“ชิ  ให้มันรู้ที่รู้ทางบ้างสิฟระ ....” 

เสียงหวานบ่นออกมา ทั้งๆที่ แก้มทั้งสองข้าง ขึ้นสีระเรื่อ   มือบางๆที่เต็มไปด้วยเครื่องประดับ ยกขึ้นมาจับศีรษะของไอ้คนที่ชอบเนียนมาตอดนิดตอดหน่อยอยู่เป็นประจำ  ก่อนจะยันให้ออกไปให้พ้นจากซอกคอของตน

 

ฝ่ายบอสวองโกเล่ที่ตอนนี้กลายเป็นก้างขวางคอเป็นที่เรียบร้อยมองภาพดังกล่าวด้วยสีหน้าที่ติดจะเหนื่อยหน่ายใจอยู่นิดๆ

 

...ไม่ต้องทิ้งรอยเอาไว้สามสี่รอยบนคอของโกคุเดระคุงขนาดนั้นก็ได้มั้ง...ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นแล่ะ ว่าพวกนายสองคนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันขนาดไหนน่ะ...

 

 

“แล้วคนอื่นๆล่ะ ยามาโมโตะ”

ผู้เป็นบอสรุ่นที่สิบ เอ่ยขึ้นอีกครั้ง   พร้อมกับสอดสายตาที่ตอนนี้อยู่ในระดับเดียวกับยามาโมโตะไปยังบริเวณโดยรอบ

 

มันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ที่จะมองหา พวกฮารุและเคียวโกะ รวมไปจนถึงผู้พิทักษ์ของแฟมิลี่ และคนอื่นๆ จากผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้  อย่างน้อย สมาชิกของ คาบัคโรเน่ แฟมิลี่ ก็มีจำนวนราว ห้าพันกว่าคนแล้ว...ยังไม่รวมถึง บุคลากรของวองโกเล่แฟมิลี่ และแฟมิลี่พันธมิตรที่มาร่วมงานในครั้งนี้อีกนะ...เรียกได้ว่าเยอะไม่ใช่เล่น 

 

“อยู่ทางด้านโน้นแน่ะ  พวกสาวๆน่ะ กำลังตื่นเต้นกับโบสถ์ที่อิตาลีอยู่เชียว”

เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่อ่อนโยนกล่าวออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม  ก่อนจะทำมือเป็นสัญลักษณ์ชี้ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวถึงนั้นอยู่ตรงไหน  แต่กว่าที่จะมองเห็น ร่างสูงของบอสรุ่นที่สิบแห่งวองโกเล่แฟมิลี่ก็ชะเง้อชะแง้อยู่พักหนึ่งเลยทีเดียว

ภาพที่อยู่ไกลออกไปนั้นคือ ซาซางาวะ เคียวโกะ  หญิงสาววัยยี่สิบสี่ เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวย ในชุดเดรสสีน้ำทะเลยาวคลุมเข่าพลิ้วบางเบา กำลังคลี่ยิ้มอย่างมีความสุข  และ มิอุระ ฮารุ  หญิงสาวเรือนผมสีน้ำตาลตัดสั้นประบ่า อายุรุ่นราวคราวเดียวกันในชุดสายเดี่ยวสีฟ้าที่กำลังมองไปรอบๆด้านด้วยความตื่นเต้น

 อีกฝั่งที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่ที่หญิงสาวทั้งสองกำลังเดินเที่ยวชมอยู่นั้น มีร่างของผู้พิทักษ์อัสนีแห่งวองโกเล่ ในชุดสูทที่ติดจะไม่ค่อยเรียบร้อยสักเท่าไหร่ กำลังเดินกุมมือของเด็กสาวอดีตนักฆ่าจากฮ่องกงในชุดคอจีนแขนยาวถึงแค่ข้อศอกสีชมพูอมเทาและกระโปรงผ้าเนื้อบางสีขาวที่กำลังโวยวายทั้งๆที่หน้าขึ้นสีเป็นลูกตำลึงสุก  ถัดมาจากบุคคลทั้งสองก็เป็น ผู้พิทักษ์อรุณของวองโกเล่ และ คุโรคาวะ ฮานะ เพื่อนสาวคนสนิทของซาซางาวะเคียวโกะ  ที่สิบปีต่อมาทั้งคู่เปลี่ยนความสัมพันธ์จากคนรู้จัก กลายมาเป็นคนรักได้อย่างน่าประหลาดใจ

ถัดออกมาจากบริเวณนั้นคือ คาคิโมโตะ จิคุสะ และ โจชิมะ เคน ที่ต้องมาร่วมงานในครั้งนี้อย่างเสียไม่ได้สักเท่าไหร่นัก  เช่นเดียวกันกับ โรคุโด มุคุโร่ ผู้พิทักษ์สายหมอกของวองโกเล่ ที่กำลังจิกๆกัดๆ อยู่กับบอสของมิลฟิโอเล่ แฟมิลี่ ที่กำลังสนุกอยู่กับการยั่วให้ผู้พิทักษ์หน้าสวยแต่ปากร้ายคนนี้โกรธ

 

...และในขณะที่เขากำลังมองภาพที่อยู่ไกลออกไปนั่นเอง

 

“ท่านซาวาดะ !”

เสียงหวานใสของผู้ดูแลนอกสำนักเอ่ยขึ้น พร้อมกับพาร่างอันบอบบางของเจ้าตัววิ่งมายังจุดที่ผู้ที่ถูกเรียกกำลังยืนอยู่  

 

“มีอะไรเหรอ บาจิลคุง?  วิ่งหน้าตาตื่นมาเชียวนะ”

เสียงทุ้มนุ่มชวนฟังของบอสวองโกเล่รุ่นที่สิบดังขึ้น  เขาเอื้อมมือแกร่งของตนเองเข้าไปประคองร่างบอบบางที่กำลังหอบน้อยๆในสภาพโก่งตัวลงไปสัมผัสกับเข่าเล็กๆให้ยืนในท่าปกติ  

 

ดูเหมือนว่าร่างบอบบางของอีกฝ่ายจะวิ่งมาไกลพอสมควร...

 

หากแต่นัยน์ตาสีอความารีนคู่สวยของบาจิลกลับเปล่งประกาย เช่นเดียวกับริมฝีปากที่คลี่ยิ้มน้อยๆออกมา

“งะ...งานจะเริ่มแล้วครับ!”

เสียงหวานใสที่ติดจะหอบอยู่บ้างเอ่ยออกมา

 

สิ้นเสียงของบาจิล  ทุกสิ่งรอบข้างที่เต็มไปด้วยเสียงจอแจ และความวุ่นวายทุกอย่าง ต่างก็หยุดชะงักลง 

 

สายตาของผู้ที่มาร่วมงานทุกๆคนจับจ้องไปที่รถลีมูซีนสีดำคันหรูที่เลื่อนเข้ามาจอดอยู่หน้าทางเดินที่ทำมาจากหินอ่อนสีขาวอมเทา

 

ขายาวภายใต้กางเกงสแล็คสีขาวก้าวออกจากตัวรถทันทีที่ประตูของมันถูกเปิดออก  และหลังจากนั้นไม่นานนัก  ร่างสูงในชุดทักซิโดสีขาวสะอาดตาก็ออกมายืนอยู่ด้านนอก

 

ทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบข้างนั้นหยุดนิ่งไม่ไหวติง...

 

สายตาของทุกๆคนที่อยู่รายรอบฉากกั้นทางเดินที่ทำจากสายโซ่เส้นเล็กๆเรียงต่อกันขึงพาดระหว่างแกนเหล็กดัดที่ด้านบนประดับช่อดอกไม้หลากชนิดหลากสีสันผูกรวมกันด้วยโบว์สีขาวปล่อยชายยาวคลุมตัวฐานของเหล็กดัดที่พลิ้วน้อยๆตามแรงลมที่ถูกส่งมา ต่างก็จ้องมองไปที่ร่างสองร่างที่กำลังก้าวเยื้องย่างไปตามทางเดินนั้น

 

เรือนผมสีบลอนด์สว่างของร่างสูงที่กำลังก้าวเดินอยู่นั้น ถูกจัดแต่งให้เข้าทรงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้น เข้ากับชุดทักซิโดและกางเกงสแล็คสีขาวสะอาดนั้นเป็นอย่างดีเช่นเดียวกันกับใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่รับกับคิ้วโก่ง  นัยน์ตาสีอำพันคู่คม จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากได้รูปที่กำลังคลี่ยิ้มน้อยๆออกมาอย่างอ่อนโยน ในระหว่างที่กำลังก้าวไปตามทางเดินก่อนที่จะมาหยุดอยู่ตรงบริเวณที่จัดเตรียมเอาไว้

 

 “ท่านซาวาดะ...ผมตื่นเต้นจังเลยครับ !”    

เสียงหวานของผู้ดูแลนอกสำนักหน้าสวย ดังขึ้น พร้อมๆกับใบหน้าเล็กๆที่หันมามองไปที่อีกฝ่าย พลางส่งยิ้มสดใสไปให้

 

  “อื้ม ! ฉันเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน บาจิลคุง”

เสียงทุ้มของบอสวองโกเล่เอ่ยรับ  ด้วยรอยยิ้มที่สดใสไม่แพ้กัน

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ในระหว่างที่เขากำลังสะสางงานอยู่ที่โต๊ะทำงานนั้น  บาจิลก็วิ่งหน้าตาตื่นมาที่ห้องทำงานของเขา พร้อมกับบอกว่า บอสของคาบัคโรเน่ มาขอพบ

ครั้งแรกที่ได้ยินเช่นนั้น เขาเองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ด้วยความที่ เหตุการณ์ต่างๆในช่วงนี้ก็สงบเรียบร้อยดี  แล้วทำไมจู่ๆ ศิษย์ผู้พี่ของเขาถึงเดินทางมาที่นี่เพื่อมาพบเขาด้วยตัวเองกันเล่า?  เขาเริ่มครุ่นคิดไปต่างต่าง นานา ด้วยความวิตกกังวล

 

ทว่า  ที่ดีโน่ คาบัคโรเน่ มาพบกับเขาในวันนี้กลับไม่ได้นำพาเอาเรื่องน่าวิตกกังวลใดๆมาฝากเขาเลย...จะมีก็แต่...

 

...การ์ดเชิญงานแต่งงานของเจ้าตัวและผู้พิทักษ์เมฆาแห่งแฟมิลี่ของเขา

 

 

ในขณะที่เขากำลังมึนงงผสมกับยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกสักเท่าไหร่  ศิษย์ผู้พี่ของเขาก็ยิ้มเฝื่อนๆออกมาพร้อมกับพูดขึ้นมาว่า... 

“ตอนแรกก็กังวลแทบแย่น่ะว่า แฟมิลี่ของฉันจะเข้าใจหรือเปล่า  แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็เข้าใจและยอมรับแน่ะ  ! ถึงแม้ว่าฉันจะกังวลเรื่องผู้สืบทอดไปสักหน่อยก็เถอะ...แต่แค่ฉันได้อยู่เคียงข้างเคียวยะไปเรื่อยๆแบบนี้ ฉันก็มีความสุขแล้วล่ะ...”

 

ทันทีที่ใดฟังประโยคนั้น  ตัวของเขาเองก็รู้สึกชื่นชมในจิตใจที่เข้มแข็งและมั่นคงต่อกันของคนทั้งสองอย่างบอกไม่ถูก

 

ในฐานะที่เขาเป็นบอส เขาเข้าใจดีว่า เรื่องผู้สืบทอดเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสอยู่พอสมควร...ความเป็นไปของแฟมิลี่ในอีกนับสิบปีข้างหน้านั้น ขึ้นอยู่กับผู้สืบทอด...และนั่นก็หมายความว่า หากไม่มีผู้สืบทอด  ...แฟมิลี่นั้นก็จะหลงเหลือเพียงชื่อที่ถูกกล่าวขานในครั้งหนึ่งเท่านั้น

 

พอคิดถึงความจริงข้อนี้แล้ว...เขาก็อดนึกถึงผู้ดูแลนอกสำนักที่อยู่เคียงข้างเขามาโดยตลอดไม่ได้

 

ศิษย์ผู้พี่ของเขาและผู้พิทักษ์เมฆานั้นโชคดีที่ทุกๆคนในแฟมิลี่ยอมรับ...แล้วตัวของเขาล่ะ? ด้วยหน้าที่ที่ต้องแบกรับไว้นั้น...  ระหว่างเขาและบาจิลในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไรกัน...เขาเองก็ได้แต่ภาวนาว่าทุกๆคนจะยอมเข้าใจ

 

 

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

 

“ขอเชิญ คุณพ่อเฟอร์ดินานโด ขึ้นมาประจำบนแท่นพิธีครับ” 

เสียงหวานใสแต่ไร้อารมณ์ของผู้พิทักษ์สายหมอกแห่งวาเรียดังขึ้น  มือเล็กๆที่ถือไมโครโฟนอยู่ลดระดับลงเล็กน้อย  ร่างเล็กๆของพิธีกรคนแรกอยู่ในชุดเดรสมีคอปกทำจากผ้าชีฟองสีฟ้าแขนกุดประดับโบว์ตรงอกเสื้อสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย เรือนผมสีเขียวมินท์ยาวระต้นคอมีที่คาดผมรูปโบว์ประดับอยู่  ถึงแม้ว่าการแต่งตัวของเจ้าตัวในครั้งนี่จะให้ความรู้สึกราวกับนางฟ้าตัวน้อยๆ แต่ใบหน้าสวยๆของเจ้าตัวกลับเฉยชาไร้อารมณ์   นัยน์ตาสีน้ำทะเลจ้องมองไปที่เบื้องหน้าอย่างเรียบเฉย

 

  สิ้นเสียงเรียกขานของพิธีกรคนแรก  บาทหลวงวัยกลางคนท่านหนึ่งก็เดินจากสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ตรงมาที่แท่นพิธี 

 

 

“ชิ ชิ ชิ  ขอเชิญคุณเจ้าบ่าว  คุณดีโน่ คาบัคโรเน่ มาที่แท่นพิธี...”

หลังจากที่บาทหลวงเดินมาถึงแท่นพิธีเป็นที่เรียบร้อย เสียงทุ้มๆของพิธีกรคนที่สองก็ดังขึ้น   ร่างสูงที่ยืนเคียงคู่กับพิธีกรคนแรกอยู่ในชุดเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีแดงลายทางยาวสีขาวก่อนจะสวมทับด้วยสูทสีขาว และกางเกงสแล็คสีขาวในท่อนล่างที่ดูจะเข้ากันเป็นอย่างดี   เรือนผมสีสว่างของเจ้าตัวไม่ได้จัดแต่งทรงให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากนัก  และที่ด้านขวาก็มีมงกุฏขนาดเล็กประดับอยู่เหมือนเช่นเคย  ริมฝีปากคลี่ยิ้มแสยะออกมาตามแบบฉบับนิสัยของเจ้าตัว

 

เมื่อสิ้นเสียงพิธีกรคนที่สองขานชื่อ  ร่างสูงของดีโน่ ก็เดินจากจุดที่เตรียมไว้ไปที่แท่นพิธี ก่อนจะขยับร่างของตนเองไปที่ด้านขวามือของบาทหลวงตามแบบพิธีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับพันที่มาร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้

 

 

“ขอเชิญขบวนเจ้าสาวครับ...”

เสียงขอพิธีกรคนแรกเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

 

หลังจากที่พิธีกรคนแรกเอ่ยจบ  สายตานับพันคู่ของผู้ที่มาร่วมงานต่างก็ไปจับจ้องอยู่ที่ทางเดินที่จัดเตรียมไว้สำหรับเพื่อให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเดินเข้ามายังแท่นพิธีทันที

 

สิ่งแรกที่เข้ามาในพิธีคือ  โดคุโร โคลม  เธอสวมชุดเดรสสีม่วงอ่อนๆ ก่อนจะคลุมทับด้วยผ้าคลุ่มไหล่เนื้อบางสีเข้ม  มือบางๆทั้งสองข้างของเธอประสานเข้าหากัน เธอเม้มริมฝีปากแน่น  พวงแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีด้วยความประหม่ากับผู้คนจำนวนมากและความตื่นเต้าจากการที่ต้องเป็นผู้เริ่มขบวนคนแรก 

ถัดจาก โคลม โดคุโร คือ ร่างเล็กๆของรัลมิลจิ และ โคโรเนโร่ที่เป็นผู้โปรยกลีบดอกไม้ไปตามทางเดิน กลีบดอกส่วนหนึ่งปลิวหล่นไปตามพื้น แต่บางส่วนก็ปลิวไปตามสายลมที่พัดผ่านในขณะนั้น  ...ดูจากสีหน้าของคนทั้งสองก็พอจะรู้อยู่กลายๆว่าโดนบังคับมาแถมต้องมาทำหน้าทีนี้อย่างเสียไม่ได้ด้วย...

   ถัดมาจากร่างเล็กทั้งสอง คือ ฟูตะ ในมือของเขามีกล่องแหวนขนาดเล็กอยู่สองกล่อง   เขาสวมเสื้อเชิร์ตสีเขียวอ่อน กับเนคไทค์สีเขียวเข้ม   และสวมทับอีกครั้งด้วยเสื้อกั๊กแบบมีกระดุมสีดำ กับกางเกงขายาวสีเดียวกันกับเสื้อกั๊กที่สวมอยู่เขายิ้มออกมานิดๆ พลางหัวเราะกับสีหน้าขมขื่นของอัลโกบาเลโน่ที่เดินอยู่ด้านหน้าตนเอง

ต่อจากร่างทางด้านหน้าก็คือร่างสูงใหญ่ของ คุซาคาเบะ เท็ตสึยะ หนึ่งในคณะกรรมการคุมกฎของโรงเรียนนามิโมริในอดีต ก้าวไปตามทางเดิน  เขาสวมเสื้อเชิร์ตสีขาวกับเนคไทค์สีเข้มและสวมทับด้วยเสื้อเชิร์ตสีดำกับกางเกงผ้าสีดำเรียบๆ   แขนข้างหนึ่งของเขางอตั้งฉากกับพื้น  

 

ทว่า...เหนือสิ่งอื่นใดนั้น ทุกสายตาของผู้ที่มีร่วมงานนั้น ต่างก็จับจ้องไปที่...  

 

ร่างบอบบางของผู้พิทักษ์เมฆาแห่งวองโกเล่ในชุดเกาะอกสีขาวฟูฟ่องที่ประดับด้วยมุกและดอกกุหลาบสีเดียวกับเนื้อผ้าที่ยาวระพื้น  มือเรียวข้างหนึ่งคล้องไปที่แขนของร่างสูงใหญ่ที่อยู่ข้างๆ ส่วนอีกข้างถือช่อดอกไม้สีขาว เรือนผมสีดำสนิทตามแบบฉบับของชาวเอเชียแท้ๆ ถูกประดับด้วยผ้าคลุมเนื้อบางสีขาว   ริมฝีปากอิ่มสีซากุระที่ไม่ได้แต่งแต้มสิ่งใดๆนั้นนิ่งสนิทรับกับจมูกที่เชิดรั้น ตามแบบฉบับนิสัยของคนที่เอาแต่ใจตัวเองและดื้อดึงเป็นที่สุด เช่นเดียวกันกับนัยน์ตาสีหม่นคู่สวยที่แสนหยิ่งทรนง 

...หากแต่พวงแก้มทั้งสองข้างของเจ้าตัวกลับเจือสีระเรื่ออ่อนๆ...เมื่อแหงนสายตาขึ้นสบกับร่างสูงของผู้ที่กำลังยืนอยู่บนแท่นพิธีมองมาที่เขาโดยไม่วางตา

 

   “หวา...ฮิบาริสวยชะมัดเลยแฮะ” 

ยามาโมโตะเอ่ยออกมาพร้อมกับทำตาโตด้วยความตื่นเต้น...และปฏิกิริยาทางน้ำเสียง สายตา และท่าทางดังกล่าวนี้เองทำให้ ผู้พิทักษ์วายุคนสวยที่อยู่ข้างเริ่มหงุดหงิดจนหัวคิ้วกระตุกหวืด...

 

“ชิ !...ก็ไม่เลวเท่าไหร่นี่ เจ้าฮิบาริน่ะ”

เสียงหวานๆดังขึ้นก่อนที่ใบหน้าสวยๆจะเบือนหนีไปอีกทาง...เป็นสัญญาณที่ร่างสูงรู้ดี